……………………………………………………………….

.
.

.
.

.
.
………………………………………………………………………………….
.
. “ฉันมีพลังพิเศษ มองเห็นอนาคตได้ ใครมีเรื่องอยากให้ช่วยดูให้ ก็เชิญได้ทุกเวลานะ” สิ้นเสียงของวศิน เสียงหัวเราะก็ดังครืนขึ้นมาทั้งห้องกับมุกตลกของเพื่อนใหม่ ทำเอาเอมิกากับมัณฑินีหันกลับมามองหน้าลัลทริมาด้วยใบหน้าแบบเหวอๆ ทั้งสองคน
. “วศิน…เธอนั่งตรงนี้ก็แล้วกัน” เด็กสาวคนหนึ่งซึ่งได้รับคำสั่งจากอาจารย์มาก่อนหน้านี้เดินเข้าไปหา ก่อนจะพานักเรียนใหม่ไปนั่งที่โต๊ะ แต่ยังเดินไปไม่ถึง เด็กหนุ่มกลับเดินฉีกตรงไปหานักเรียนชายที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้อีกแถว พร้อมกับจ้องเขม็งแล้วพูดขึ้นลอยๆ
. “แฟนนายดูน่ารักดีนะ แต่เสียอย่างเดียวที่เธอชอบเอาแต่ใจไปหน่อย แถมดูท่าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ฉันว่าถ้านายยังชอบเธออยู่ ก็น่าจะไปขอโทษเธอซะดีกว่า เชื่อฉันสิ”
. “เฮ้ย…นาย…รู้ได้ไง” นักเรียนชายที่ถูกทักถึงกับหน้าถอดสี จ้องหน้าวศินตาโต
. “เขาพูดเรื่องอะไรน่ะ” นักเรียนหญิงที่ยืนฟังอยู่เริ่มเข้ามาถามบ้าง
. “ก็ฉันเพิ่งทะเลาะกับแฟนมาน่ะสิ แถมยัยนั่นยังงอนไม่ยอมรับโทรศัพท์ฉันอยู่เลย”
. คำยืนยันของผู้ถูกทักทำให้เสียงของคนในห้องฮือฮาขึ้นอีกครั้ง แต่ต่างไปจากตอนแรก หลายๆ คนเริ่มล้อมวงเข้ามายืนรอบๆ เด็กหนุ่มหน้าใหม่
. “ไม่จริง…นายรู้ได้ยังไง”
. “วศิน เธอรู้ได้ยังไง ดูให้พวกเราบ้างสิ”
. “ใช่ๆ…ดูให้เราบ้าง”
. เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคเท่านั้น วศินหนุ่มหน้าตี๋ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางของคนในห้องที่อยากลองพลังของเขาขึ้นมาในทันที แต่คงไม่ใช่ทุกคน เพราะมีหลายคนเช่นกันที่มองเขาอย่างกังขา และเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง
. “เฮอะ…เห็นห้องเราเป็นอะไรกัน ถึงได้ส่งแต่คนแปลกๆ มาอยู่” นักเรียนชายท่าทางนักเลงคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง เพื่อปรามเพื่อนนักเรียนที่เริ่มสร้างความรำคาญให้คนที่เหลือซึ่งไม่ได้สนใจอยากจะรู้อนาคต “มีแค่สองคนก็แย่พออยู่แล้ว ยังจะส่งคนที่สามมาอีกเฮอะ”
. “คนแปลกๆ เขาหมายถึงใครเหรอ” วศินหันไปมองนักเรียนคนนั้นแล้วหันไปถามนักเรียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตัวเอง
. “คนแรกก็…การิน ส่วนคนที่สองก็…ยัยแม่มดที่นั่งอยู่ตรงนั้นไง” เด็กสาวก้มลงกระซิบบอกเพื่อนใหม่ เหลือบตาชี้นิ้วไปทางลัลทริมาอย่างไม่เกรงใจ จนเอมิกาแทบจะลุกออกไปเอาเรื่อง แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากเถียง ประตูหน้าห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมด้วยร่างของเด็กหนุ่มซึ่งหายไปจากโรงเรียนนานนับสัปดาห์
. การิน!
. “คนนั้นล่ะ การิน จินตเมธร” เด็กหนุ่มที่นั่งด้านหลังวศินยื่นหน้ามากระซิบบอก
. “งั้นเหรอ” วศินหันไปมองการินตรงๆ แบบไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัว ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเพื่อนร่วมห้องที่พยายามส่งสัญญาณบอกให้เขาอยู่ห่างๆ การินเอาไว้ แต่นักเรียนใหม่กลับลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินตรงไปหาการินโดยไม่สนใจคำเตือนของใครทั้งสิ้น
. “หวัดดี ฉันชื่อวศิน สาโรชวิรัตน์” เด็กหนุ่มยิ้มอย่างอมภูมิ พร้อมกับยื่นมือออกไปทักทายการินที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง
. แล้วมุมปากของการินก็ขยับเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่เหมือนแสยะยิ้มเล็กๆ ให้กับวศินที่เกือบสะดุ้งกับสายตาและบรรยากาศรอบตัวที่ชวนให้รู้สึกขยะแขยง แต่เขาก็ยังคงยิ้มสู้
. “หึ…หึ หึ…หึ เด็กใหม่…” การินหัวเราะเบาๆ พร้อมกับล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะยื่นมือออกไปตรงหน้าวศิน มันคือตุ๊กตาไม้ขนาดเท่ากำมือที่ห่อด้วยเศษผ้าและด้ายสีขาวอมเหลือง “เอ้า…ของขวัญสำหรับเพื่อนใหม่ หึ…หึ หึ…หึ”
. “นี่น่ะเหรอ ‘ของ’ ของนายที่คนในห้องกลัวนักหนา…ไร้สาระจริงๆ ฮะ ฮะ” วศินหัวเราะพร้อมรอยยิ้มที่เย้ยหยัน และโยนตุ๊กตาไม้ของการินทิ้งลงบนพื้นเหมือนมันไม่มีอะไรสำคัญพอที่เขาจะใส่ใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้การิน ในระยะที่คนทั้งห้องต่างลุ้นว่าจะเกิดอะไรต่อไป “ดูท่านายจะคิดว่าตัวเองเล่นของได้สินะ แต่ขอเตือนว่ามายุ่งกับเรื่องพวกนี้จะดีกว่า เชื่อฉันได้เลย ไม่อย่างนั้นนายจะเดือดร้อน ฉันเห็นอนาคตของนาย เชื่อฉันได้เลย”
. ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนกับการกระทำที่อาจหาญของนักเรียนใหม่ การินกลับจ้องเขม็งมายังวศินเงียบๆ แล้วแสยะยิ้ม เหลือบตามองอีกฝ่ายแบบเหยียดๆ
. “เฮอะ…แกกำลังจะบอกฉันว่าแกมีพลังพิเศษงั้นเหรอ หึ…หึ หึ…หึ น่าสนุกดีนี่” การินหัวเราะในลำคอ พร้อมกับจ้องหน้าอีกฝ่ายที่ไม่มีท่าทีจะหลบตา แต่กลับมองเขาแล้วตอบกลับมาอย่างใจเย็น ไร้ท่าทีตื่นตระหนก
. “ดูท่านายจะไม่เชื่อว่าฉันมีพลังจริงๆ สินะ งั้นเอางี้…ฉันจะแสดงให้นายดูเองว่าสิ่งที่ฉันทายต่อไปนี้มันคือเรื่องจริง” วศินหลับตา ก้มหน้าลงเล็กน้อย จรดปลายนิ้วชี้ลงตรงกลางหน้าผาก “ฉันเห็นอนาคตของนาย…นาย…จะมีเคราะห์ลอยมาหา เชื่อฉันได้เลย”