โย้วๆ มาแล้วเจ้าค่ะเพื่อนๆ เกมล่าแสงจันทร์ เล่ม 2…
รอคอยกันมานานสองนานหลังจากจบงานหนังสือเมื่อเดือนมีนาคม มาถึงเล่มนี้บทสรุปของเกมล่าแสงจันทร์พร้อมแล้วสำหรับการฟ่าฟันอุปสรรคที่กำกับบทบู๊โดยพี่จา พนม วะฮะฮ่าๆ (ไปกันใหญ่ –*)
นิยายแฟนตาซีผจญภัยฝีมือคนไทยเรื่อง “เกมล่าแสงจันทร์” เดินทางมาถึงเล่มที่ 2 เรื่องราวยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ยังคงเหลือปริศนาอีกหลายอย่างที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมา
อ่า…ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมาย สือหลิวว่าเราไปลองดูตัวอย่างนิยาย “เกมล่าแสงจันทร์ เล่ม 2″ กันเลยดีกว่าเจ้าค่ะ
…………………………
วิชญ์นั่งอยู่ในห้องสมุดตรงส่วนในสุดที่แทบไม่มีใครเดินเข้าไป หนังสือเล่มหนามากมายกองอยู่บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ เพราะสายตาซึ่งมีผมปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาไม่ได้ชายตามองไปยังหนังสือเลยสักบรรทัดเดียว
“เฮ้อ…” ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ
น่าจะรีบๆ หาข้อมูลไขปริศนาได้แล้ว ทั้งที่เวลาแข่งขัน 1 เดือนก็จวนจะครบกำหนดเข้ามาทุกทีแล้วแท้ๆ
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป การที่เขาดั้นด้นมายังประเทศหนาวเหน็บและปิดตัวจากสังคมโลกอย่างประเทศอัสเรียก็เท่ากับสูญเปล่า ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่า ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องคว้าชัยชนะและชิงเอา ‘อัญมณีแสงจันทร์’ ของรางวัลจาก ‘เกมล่าแสงจันทร์’ มาให้ได้ ถึงเกมนี้จะมีเสียงเล่าลือว่า เป็นเกมอันตรายที่ทำให้ใครต่อใครต้องจบชีวิตมานับพันๆ คนก็ตามที แต่สำหรับวิชญ์แล้ว เกมเกมนี้มีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งปวง
เขาไม่ได้มาร่วมเกมนี้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ชายหนุ่มทุ่มเทฝึกฝนเตรียมพร้อมเพื่อเกมนี้มานาน ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือประวัติศาสตร์ของประเทศอัสเรีย รวมไปถึงการฝึกใช้อาวุธต่างๆ จนกระทั่งตอนนี้ อีกเพียงไม่กี่ก้าวเขาก็จะคว้าชัยชนะที่ตนปรารถนามาครอบครองไว้ได้แล้ว
แต่ทว่าตอนนี้เขากำลังจะก้าวพลาด…เพียงเพราะคนเพียงคนเดียว
วิชญ์พาดคางไว้กับโต๊ะพลางนึกถึง ‘พริมา’ หญิงสาวชาวไทยที่มายังประเทศแห่งนี้พร้อมกับตัวเองด้วย หากไม่ใช่เพราะเขาต้องการเพียงพลังพิเศษอันลึกลับของเธอช่วยในการแข่งขัน พลังที่มองเห็นอนาคตหรือที่พี่ชายของพริมาเรียกมันสั้นๆ ว่า ‘เนตรหยั่งรู้’ เขาก็คงไม่คิดจะเอายัยผู้หญิงจอมพูดมากที่เหมือนมีลำโพงสเตอริโอแทนปากติดสอยห้อยตามมาด้วยเด็ดขาด
ผู้หญิงก็แบบนี้ชอบคิดไปเอง จู้จี้ เจ้าน้ำตา ชอบโวยวาย เขาถึงได้รังเกียจ จริงๆ แล้วเขาน่าจะดีใจมากกว่า ที่ตอนนี้ยัยนั่นไม่ได้อยู่ข้างกายเขาอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่ทะเลาะกันขั้นรุนแรงเมื่อหลายวันก่อน ด้วยเหตุผลงี่เง่าซึ่งเธอกล่าวหาว่าเขานิ่งดูดาย ไม่ช่วยตามหาพี่ชายที่หายสาบสูญไปเมื่อหนึ่งปีก่อนระหว่างเล่นเกมในประเทศนี้ แล้วจากนั้นหญิงสาวก็เอาแต่คอยหลบหน้าวิชญ์อยู่ตลอด
เราก็แค่อยากอาศัยเนตรหยั่งรู้เท่านั้น ถ้ายัยนั่นจะคลั่งไปตามหาพี่ชายเองคนเดียว แล้วทำไมเราจะต้องเข้าไปยุ่งด้วย จะสนใจทำไม… ยัยนั่นจะเป็นตายร้ายดีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานี่นา…
วิชญ์นึกบ่นหงุดหงิด พลางเปิดหนังสือเล่มหนาตั้งใจจะอ่านมัน แต่ไล่สายตาไปตามหน้าหนังสือได้เพียงครู่เดียว เขาก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งพลางส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ เขารับรู้ได้ว่าตัวเองเฉยชาและไม่กระตือรือร้นเหมือนที่เคยเป็น และก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย
นี่เราเป็นบ้าอะไร มัวคิดเรื่องของยัยนั่นอยู่ทำไมกัน!?
ชายหนุ่มส่ายหน้าคล้ายจะสลัดเรื่องไร้สาระออกไปจากหัว ก่อนจะหยิบถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา ข้างในมีเศษแก้วคล้ายคริสตัลซึ่งเรียกว่า ‘ไข่วิหคแสงจันทร์’ บรรจุอยู่ มันคือชิ้นส่วนของปริศนาซึ่งเขาจะต้องไขเพื่อเอาชนะเกมนี้ อันที่จริงวิชญ์ตั้งใจจะหยิบมันมาเพื่อจะรวบรวมสมาธิในการเล่นเกม แต่เขากลับหวนคิดไปถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ที่เขาได้ฝ่าฟันเสี่ยงอันตรายนับไม่ถ้วนร่วมกับพริมา
พูดกันตามตรงแล้ว เหมือนเขาจะเสี่ยงอยู่คนเดียวมากกว่า ปริศนาทั้งหมดเขาก็เป็นคนไข ส่วนยัยนั่นไม่เคยได้ทำอะไรเลย แล้วยังเป็นตัวถ่วงจนทำให้เขาได้ไข่วิหคมาเพียงครึ่งเดียวด้วย แต่ว่า…
เพราะเนตรหยั่งรู้ของพริมาไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เขาสามารถบุกเข้าถ้ำแสงจันทร์ได้อย่างราบรื่น จนได้ของสิ่งนี้กลับมา
เพราะพริมาไม่ใช่หรือ ที่ช่วยเขาจากหมาป่าน้ำแข็ง ทำให้เขาไม่ต้องโดนฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะของสัตว์ร้ายประจำถิ่นแห่งอัสเรีย
ให้ตายสิ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ สับสนไปหมดแล้ว ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันเนี่ย!
“คู่หูนายไปไหนซะล่ะ?”
เสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียดึงวิชญ์ออกมาจากห้วงความคิดอันสับสน ชายหนุ่มเงยหน้ามองผู้พูดที่เดินเข้ามาเงียบๆ อย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง
“มาเงียบๆ แบบนี้ คิดจะย่องมาขโมยของรึไง”
ปาลาตี…หญิงสาวหน้าคมชาวอินเดียยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือสูงท่วมหัว ใบหน้าเรียบเฉยเกือบเย็นชานั้น ดูไร้อารมณ์ขนาดวิชญ์เองยังอ่านไม่ออก แม้จะอยู่ในปราสาทแสงจันทร์ที่รายล้อมด้วยกำแพงสูงหนาไร้อันตราย แต่บนสะโพกของหล่อนก็ยังคงคาดเข็มขัดปืนซึ่งมีมีดเล่มเล็กเหน็บเตรียมพร้อมไว้เช่นเคย