Your browser don't supports or have disabled Javascript and page may not look as it should

Punica


ชื่อหนังสือ : Satan's Game เกมล่า...ฆ่า...สังหาร เล่ม 3 (เล่มจบ)
ตอน การกลับมาของความแค้น
โครงเรื่อง : NichtbraroN
ภาพโดย : SCARLET
ภาพโดย : ARES
จำนวนหน้า : 272 หน้า
ราคา : 199 บาท
ISBN : 978-616-7825-52-6
วางจำหน่าย : มีนาคม 2558

Satan's Game เกมล่า...ฆ่า...สังหาร เล่ม 3 (เล่มจบ)
ตอน การกลับมาของความแค้น

เมื่อท้ายที่สุดแล้วผู้ทรยศที่ใครๆ คิดว่าตายหวนกลับมาอีกครั้ง
เพื่อทวงคืนความแค้นครั้งสุดท้าย ความหวาดกลัวจึงเข้าครอบงำ
อิชย์ เปลวเพลิงและฟองดาวอีกหน แถมการตามรังควานในครั้งนี้
ยังหลอนประสาทจนเปลวเพลิงถึงกับนั่งไม่ติด และแล้วความจริง
เมื่อ 3 ปีก่อนก็กระจ่าง บทสรุปแห่งความอาฆาตของผู้ทรยศกำลัง
ถูกเปิดเผยอีกครั้ง

--------------------------------------------------

“ฮี่ๆ ฮี่ๆ ฮี่ๆ”

เสียงที่ได้ยินทำให้พวกเราถึงกับขาแข็ง เราสามคนนิ่งงันเหมือน
ถูกสาปเสียงหัวเราะแหลมสูงแปลกประหลาดทำให้เรามองหน้ากัน
แบบพูดไม่ออกผมยังพกพวงกุญแจหัวกะโหลกไว้ และตอนนี้มัน
กำลังร้องขึ้นจากในกระเป๋าประสานกับเสียงที่ร้องอยู่ก่อนแล้ว
เสียงที่ดังมาจากพวงกุญแจรูปหัวกะโหลกแบบเดียวกันไม่มีผิด

บนโต๊ะรับแขกตรงหน้าเรา...

นี่มันอะไรกันอีก?

“นั่นไม่ใช่ของฉัน” ผมยืนยันก่อนจะล้วงเอาพวงกุญแจของตัวเอง
ออกมาโชว์ แล้วรีบเดินขึ้นไปชั้นบนด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะ
ไขกุญแจเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง
“อ๊ะ...”
สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมอ้าปากค้าง ห้องนอนที่เคยสะอาด
เป็นระเบียบกลับเต็มไปด้วยเลือดที่กระเซ็นไปทั่วทั้งห้อง
หน้าต่างถูกแง้มเอาไว้ และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกในตอนแรกว่า
มันผิดปกติ
“เลือด...” ผมพูดออกมาเมื่อเปลวเพลิงกับฟองดาวขึ้นมาดูห้องผม
พวกเขาเองก็ถึงกับหน้าซีดไม่อยากคิดเลยว่ามันเป็นเลือดคนหรืออะไร

ครืด... ครืด...

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของผมสั่นเบาๆ และที่น่ากลัวคือ
เปลวเพิงกับฟองดาวก็เหมือนจะได้รับเช่นกัน

แด่คลื่น
เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด ความตายชดใช้ด้วยความตาย

ข้อความที่เข้ามาทำให้พวกเราหน้าซีดลงไปอีกเท่าตัวจากที่ซีดกันอยู่แล้ว
“นะ...นี่มันอะไรกัน” ฟองดาวเม้มปากแน่น

“ส่งมาได้จังหวะแบบนี้ หรือว่า...” เปลวเพลิงฉุกคิดก่อนที่เขาจะวิ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว ผมรีบดึงมือฟองดาวตามไป ถึงได้เห็นว่าประตูหลังบ้านของผมเปิดทิ้งไว้ เปลวเพลิงรีบวิ่งออกไปอย่างไม่สนใจเสียงเรียกของผม

“เพลิง อะ...”

ผมเห็นเขายืนอยู่ด้านนอก สายตามองที่พื้น และเมื่อผมเดินตามไปดูก็เห็นว่าตรงนั้นมีรอยเท้าอยู่ มันเป็นรอยเท้าใหญ่ๆ ของใครบางคน

“ทิเบต” เปลวเพลิงคงรู้สึกหงุดหงิดที่พวกเรายังกลายเป็นฝ่ายถูกล่าไม่รู้จบ “รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”

เขาบอกซึ่งผมก็เห็นด้วย



....................

เมื่อกลับมาที่บ้านของเปลวเพลิง เขาก็พาผมกับฟองดาวไปที่ห้องอ่านหนังสือส่วนตัวของเขาซึ่งผมเคยเข้ามาครั้งสองครั้ง ในนั้นมีคอมพิวเตอร์ ชั้นหนังสือทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ บรรยากาศคล้ายห้องสมุดขนาดย่อม แต่คราวนี้โต๊ะกลับรกกว่าที่เคยเห็น
เปลวเพลิงหยิบแฟ้มเอกสาร และกระดาษปึกย่อมๆ มาวางกลางโต๊ะ

“อะไรเหรอ?” ผมเดินเข้าไปหาเขาแล้วมองดูอย่างสนใจ

“ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับทิเบตน่ะ ตั้งแต่ที่พวกเรารอดกลับมา ฉันก็รวบรวมข้อมูลของหมอนั่นเอาไว้ พอรู้ว่าตำรวจไม่เจอศพ ฉันก็เริ่มไม่มั่นใจว่ามันตายไปแล้วจริงๆ เพราะงั้นการรู้ข้อมูลของมันให้มากที่สุด จะทำให้เราได้เปรียบ และตอนนี้ฉันมั่นใจว่าเราต้องล่ามันบ้างแล้ว” เขาบอกผม ฟองดาวลากเก้าอี้มาให้ เธอยังยอมยิ้มให้ผมบ้างเมื่อเราสบตากัน แต่มันก็เป็นเสี้ยวเวลาที่น้อยมากจริงๆ

“นายคิดว่าหมอนั่นอยู่ไหน ที่บ้านหรือเปล่า” ผมเดา แต่เปลวเพลิงส่ายหน้า

“ไม่มีทางหรอก บ้านน่าจะเป็นที่สุดท้ายที่มันจะกลับไป เพราะงั้นตัดไปเลย” เขาบอก ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เรานั่งอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ

“พี่เพลิง แล้วตอนที่ทิเบตไม่ได้มาเรียนล่ะ” ฟองดาวถามขึ้น เปลวเพลิงคิด ก่อนจะหยิบเอกสารในมือเขาขึ้นมา

“มันมีที่ๆ นึงที่เราควรจะไป” เขาบอก
ถึงแม้เปลวเพลิงจะยังไม่ยอกว่าเป็นที่ไหน แต่ผมก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา
.....................

และที่ๆ เปลวเพลิงพาผมมาก็คือ...โรงพยาบาลจิตเวช
กว่าจะมาถึงก็เย็นมากแล้ว เปลวเพลิงไม่อยากรอให้ถึงวันพรุ่งนี้เพราะทุกนาทีของเราในตอนนี้มีค่า ยิ่งเราสามารถตามหาทิเบตได้เร็วเท่าไร เราก็จะยิ่งปลอดภัยและหมดกังวลกับเรื่องนี้ได้เร็วเท่านั้น

“ที่นี่น่ะเหรอ” ผมมองสภาพของโรงพยาบาล ภายนอกมันก็ดูเหมือนโรงพยาบาลทั่วไปแต่พอเข้ามาด้านในถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ คนไข้บนรถเข็นบางคนเหม่อลอยไม่พูดไม่จา บางคนก็ทำท่ารำราวกับเป็นนางรำ บางคนก็ยืนพูดคุยหัวเราะกับกำแพงราวกับมีใครอีกคนที่มองไม่เห็นอยู่ตรงนั้น

“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่จ๊ะ” เสียงพยาบาลคนหนึ่งถามเรา มันแปลกจริงๆ ที่เด็กมัธยมฯ สามคนจะมาเดินเล่นในนี้ตอนหกโมงเย็น

“สวัสดีครับ พวกผมมาเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเขายังอยู่ที่นี่หรือเปล่า พอดีมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับญาติของเขาน่ะครับ คุณพยาบาลพอจะเช็คให้หน่อยได้ไหมครับว่าคนไข้ที่ชื่อทิเบต พงษ์พัฒนายังอยู่ที่นี่หรือเปล่า” เปลวเพลิงยิ้ม

“สักครู่นะคะ” แล้วพยาบาลก็เดินนำเราไปที่เวชระเบียน เรานั่งรอกันอยู่ตรงเก้าอี้ด้านหน้า ไม่นานนักพยาบาลก็เดินกลับมา

“เขาออกจากที่นี่ไปตั้งแต่ปีก่อนแล้วค่ะ”

“แล้วเราจะติดต่อเขาได้ยังไงบ้างครับ” เปลวเพลิงถามอย่างสุภาพ

“คนไข้ไม่ต้องรับการรักษาต่อเนื่องคงไม่ได้มาที่โรงพยาบาลอีก แล้วทางเราก็ไม่สามารถบอกข้อมูลส่วนตัวของคนไข้ได้จริงๆ ค่ะ”

“งั้นช่วยพาผมไปดูห้องที่เขาเคยอยู่ได้ไหมครับ พอดีพวกเราติดต่อเขาไม่ได้เลย ทางบ้านเขาก็กังวลมากไม่รู้ว่าเขาจะคิดฆ่าตัวตายอีกหรือเปล่า เผื่อว่าจะมีอะไรทิ้งไว้ให้เราตามหาได้บ้างน่ะครับ ขอร้องนะครับ พวกเราเป็นห่วงเขามากจริงๆ” เปลวเพลิงทำสีหน้าเศร้าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น เพื่อนผมคนนี้นี่แสดงละครเก่งไม่เบาเลยนะเนี่ย ขืนให้ผมมาผมคงกลับออกไปนานแล้วเพราะไม่รู้จะทำยังไงดี

“งั้นพี่ขอปรึกษากับหัวหน้าพยาบาลก่อนนะ พวกน้องรอตรงนี้แล้วกัน” พยาบาลสาวพูดจบก็เดินเข้าไปคุยด้านใน พวกเราเลยต้องนั่งรออีกรอบ

“ฟองไปห้องน้ำก่อนนะ” ฟองดาวหันมาบอกผม

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปด้วย?” ผมอาสาไปเป็นเพื่อนเธอเพราะเป็นห่วงแต่พยาบาลเดินเข้ามาหาซะก่อน

“ห้องที่เคยอยู่มีคนไข้มาอยู่ใหม่แล้วค่ะ เราคงไม่สามารถให้เข้าไปได้ ที่ช่วยได้ก็คงมีแค่นี้”

เธอยื่นอะไรบางอย่างมาให้พวกเราดูก่อนจะเดินออกไป มันเป็นกระดาษที่ทิเบตเขียนทิ้งไว้ บางแผ่นยับยู่ยี่ บางแผ่นก็อ่านไม่ปะติดปะต่อ แต่มีกระดาษใบหนึ่งที่เขียนด้วยดินสอเป็นคำว่าคลื่นเต็มไปหมด ที่สำคัญทุกคำดูหนาแปลกๆ เหมือนเขียนวนทับไปทับมาหลายๆ ครั้ง

“ว่าไง?” ผมถามเปลวเพลิง หมอนั่นถอนใจ

“มันคงไม่ได้กลับมาที่นี่” เขาบอก ก่อนจะมองเลยผมไปยังเก้าอี้ข้างๆ

“ฟองดาวล่ะ?”

ผมไม่ทันได้สนใจเลยสักนิด เมื่อหันไปตอนนี้ถึงได้เห็นว่าเก้าอี้ข้างๆ ว่างเปล่า



ฟองดาวหายไปไหน?



แค่เพียงคลาดสายตาฟองดาวก็หายไป ผมเพิ่งนึกได้ว่าเธอบอกว่าจะไปห้องน้ำ

“เมื่อกี้ฟองดาวบอกว่าจะไปห้องน้ำ ขอโทษที ฉันมัวแต่สนใจเรื่องทิเบต”

“ช่างเถอะคงไม่มีอะไรหรอก ไปห้องน้ำกัน” เปลวเพลิงบอก

“ขอบคุณนะครับ” เขายิ้มให้พยาบาลที่ยังยืนอยู่ที่เคาเตอร์อย่างสุภาพ ก่อนจะรีบเดินออกมา

“ห้องน้ำอยู่ไหนนะ” ผมพูดอย่างหัวเสีย ให้ตายเถอะ ห้องน้ำมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ทำไมที่นี่ไม่มีป้ายบอกเหมือนโรงพยาบาลทั่วไปนะ พอเห็นว่าเราน่าจะเดินมั่วกันแล้วเปลวเพลิงเลยเดินไปถามพยาบาล

“อยู่ตรงหัวมุมโน้นจ๊ะ”

ได้ยินแบบนั้น เราก็รีบเดินไป ก่อนจะแปลกใจที่ไม่มีป้ายหน้าห้องน้ำ เปลวเพลิงลองตะโกนเข้าไปในห้องน้ำหญิงดู

“ฟองดาว!”

ไม่มีเสียงตอบจากด้านใน

“ไม่น่าจะอยู่” ผมบอกเมื่อลองเงี่ยหูฟังแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา

“ไปไหนของเขาเนี่ย” เปลวเพลิงเริ่มไม่สบายใจ



“พวกเธอ ที่นี่ไม่อนุญาตให้มาเยี่ยมตอนกลางคืนนะ นี่หนึ่งทุ่มแล้ว เธอควรกลับกันได้แล้ว” เสียงพยาบาลอีกคนที่ดุกว่าดังขึ้น

“ผมตามหาน้องสาวอยู่ มีห้องน้ำที่ตรงไหนอีกไหมครับ” เปลวเพลิงถามกลับ

“ชั้นล่างไม่มีแล้วนะ รีบกลับกันได้แล้ว เดินเล่นดึกๆ ดื่นๆ อันตราย”

อย่างกับพวกเราอยากจะเดินเล่นอย่างงั้นแหละ ถ้ามันมีเวลาให้เดินเล่นจริงๆ ก็คงดี แล้วก็ไม่ต้องรอให้ดึกหรอก เพราะสำหรับพวกเรามันก็อันตรายแทบจะตลอดเวลานั่นแหละ

“ฟองดาวไปไหนของเขา?” ผมรู้สึกร้อนรนไม่ต่างกัน

“ลองเดินหาดูก่อน ถ้าพยาบาลมาไล่ก็บอกไปว่าเราหาคนที่มาด้วยกันอยู่” เปลวเพลิงบอก เราเดินออกมาด้วยกัน ทำทีจะกลับแต่ก็วิ่งอ้อมไปด้านหลังย้อนไปตรงห้องเวชระเบียนที่เรานั่งรอตอนแรก



“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด”
  • Zoom
  • Slide Show
  • Show All Pages

Leave a Reply

RSS

Close