THE PLAY BOY 3 ตอนพันธนาการแห่งกระบี่มาแล้ว…ว โอ้เย
อ๊างๆๆๆ ในที่สุด THE PLAY BOY 3 ก็มาแล้ว…ว อร๊าย สือหลิวดีใจสุดๆ ไปเลย ก็แหมจะไม่ให้ดีใจได้ยังไงล่ะเจ้าค่ะ ก็อ่านเล่ม 2 สนุกๆ อยู่ดีๆ เผลอแป๊บเดียวก็จบซะเเละ แหม้…มันขัดใจสือหลิวให้ดิ้นตายซะจริงๆ หลังจากที่ขอพรกับเทพมะลุกกุ๊กกู๋ที่ต้นมะยมหน้าบ้านมา 3 วัน 3 คืน ในที่สุดคำขอของสือหลิวก็ประสบความสำเร็จ โฮ๊ะๆๆๆ และสือหลิวก็ไม่พลาดที่จะแอบจิ๊กบางส่วนของต้นฉบับมาให้เพื่อนๆ ได้ทดลองอ่านกันเหมือนเคย THE PLAY BOY 3 ตอน พันธนาการแห่งกระบี่เล่มนี้จะสนุกแค่ไหนไปติดตามกันเล้ย…ย
…………………
ฟาริสรีบวิ่งตามเรสัน พลางส่งเสียงห้ามปรามไม่หยุด “เรสัน ฉันไม่รู้ว่านายรู้ตัวรึเปล่านะแต่ฉันว่านายบ้าไปแล้วจริงๆ ล่ะ แค่รอสักนาทีสองนาทีจะเสียหายอะไรนักหนา”
“เรารอมาสามนาที…รวมแล้วหนึ่งร้อยแปดสิบวินาทีไม่ขาดไม่เกิน” เรสันตอบอย่างไม่สนใจ
“แค่นั้นเนี่ยนะ” ฟาริสปลอบ สังเกตเห็นบริเวณหน้าโรงแรมยังมีแขกอีกไม่น้อยที่จับกลุ่มพูดคุยกัน “อีกอย่างนี่มันงานเลี้ยงของเศรษฐีนะเฟ้ย ไม่ใช่ทหารเรียกรวมพลถึงต้องรีบกลับฐานภายในสามนาที…”
แต่ทันใดนั้นฟาริสก็หยุดชะงัก ประสาทสัมผัสของเขารับรู้ถึงกลิ่นบางอย่างจนอุทานออกมา
“กลิ่นเลือด…”
ที่มาของกลิ่นคาวเลือดคือห้องน้ำชายซึ่งอยู่ห่างจากห้องประมูลพอสมควร มันถูกสร้างให้อยู่ในมุมอับไม่ค่อยมีคนสักเท่าไรนัก เรสันรีบผลักประตูเข้าไป ภายในดูเป็นห้องน้ำที่มีระดับและรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ทว่าบนพื้นกระเบื้องสีฟ้าอ่อนกลับปรากฏรอยเลือดสีแดงฉานที่ไหลออกมาจากห้องน้ำห้องหนึ่ง หยาดหยดสีแดงสดค่อยๆ ไหลนองออกมาช้าๆ ราวกับเส้นสายในงานจิตรกรรมที่ทำให้คนดูต้องตกตะลึง
เรสันกระแทกประตูห้องนั้นเข้าไป จนได้พบกับร่างชายหนุ่มวัยกลางคนผมสีน้ำตาลนอนสิ้นลมหายใจอยู่ในนั้น หน้าอกของเขาถูกทะลวงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เลือดสดๆ ยังไหลนองลงพื้นไม่หยุด
ฟาริสแทบเบือนหน้าหนี เขารีบถามเรสัน “นายคิดว่าพวกเราต้องแจ้งตำรวจไหม?”
“กรี๊ด!!! ฉากฆาตกรรมแบบนี้มันคุ้นๆ นะยะ อีกเดี๋ยวตำรวจจะแห่มาจับพวกเราเข้าคุก…จะยัดเยียดข้อหาว่าเราฆ่าคนตาย ไม่นะ…ฉันยังไม่อยากใส่กุญแจมือแล้วถูกขังในห้องแคบๆ แบบนั้นน้า….” พืชสีเขียวยื่นหน้าออกมาโวยวาย
“สบายใจได้ ฉันว่าโลกนี้ไม่มีกุญแจอันไหนที่ขนาดพอดีกับมือของเธอหรอก” ฟาริสปลอบพลางค่อยๆ พิจารณาสภาพศพ “เรสัน ตอนนี้ฉันว่าตอนนี้เรากำลังทำให้หัวใจน้อยๆ ที่แสนบริสุทธิ์ของพืชดึกดำบรรพ์บอบช้ำนะ ถึงเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์มันออกจะดุร้ายไปหน่อย แต่ยังไงแม่นี่ก็ยังเป็นแค่พืชวัยใส”
เรสันเอาแต่จ้องมองสภาพศพอย่างสงบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาดูร้อนรนชนิดที่ไม่ยอมปล่อยให้เสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียว ความเงียบของเรสันทำให้ฟาริสเริ่มกระสับกระส่าย เขาจึงต้องถามขึ้นมาอีกครั้ง
“นายจะรีบไปหาคุณไอซ์ ฉันว่าเขาอาจจะนั่งรถออกไปแล้วก็ได้นะ”
“เขาตายแล้ว…” เรสันตอบ
“อะไรนะ?” ฟาริสเผลออุทานเสียงดัง พร้อมกับจ้องมองดูศพที่อยู่บนพื้น
“นี่น่ะเหรอ ‘คุณไอซ์’ ที่ประมูลซากงูนั่นได้” ฟาริสถามต่อ อีกฝ่ายได้แต่พยักหน้าช้าๆ สิ่งของมีค่าต่างๆ ที่อยู่บนศพยังไม่หายไปเลยสักชิ้น ทว่าซากงูที่บรรจุอยู่ภายกล่องเล็กๆ ซึ่งมีสัญลักษณ์ของโรงแรมกลับหายไปไหนไม่รู้
“โอ้มายก้อด! ฉันเคยเห็นฉากแบบนี้มาแล้ว จากเรื่องไหนน้า…” ต้นพืชยังอุทานอย่างตื่นเต้นราวกับเพิ่งได้ดูหนังฮอลิวู้ดเป็นครั้งแรก
“แต่ว่า…นี่มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ” ฟาริสเอ่ยหลังจากพิจารณาสภาพศพเงียบๆ ครู่หนึ่ง “เขามีศัตรูที่ไหนรึเปล่า…แต่ฟังจากคำพูดของบริกรคนนั้นแล้ว เขาไม่น่ามีเรื่องแค้นเคืองกับใครนี่นา”
“ไม่คิดเลยนะว่าเรากับนายต้องมาเป็นนักสืบด้วย ยุ่งยากจริงๆ” เรสันกัดฟันตอบอย่างอารมณ์ไม่ดี
“ใช่ๆ ตามละครทีวีก็เป็นแบบนี้แหละ” ต้นพืชส่งเสียงสนับสนุนพลางชูกำปั้นเล็กๆ ของมันขึ้นมา
“บางทีนี่อาจจะเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดาๆ ก็ได้” ฟาริสแย้งขึ้นมา
“แล้วมันจะมีไอ้บ้าที่ไหนที่ยังอยากได้เจ้าซากงูทุเรศๆ ที่ดูยังไงก็ไม่น่าสะสมแบบนั้นบ้าง นอกจากการที่จะใช้มันเสริมกับพลังเวทของตัวเอง” เรสันหันมาตวาดอย่างอย่างหงุดหงิด
“ยี้! เจ้าซากงูนั่นน่าเกลียดจริงๆ ด้วย” พืชสีเขียวส่งเสียงสนับสนุนราวกับว่ามันเคยเห็นหน้าตาของสิ่งที่พูดถึงมาแล้ว
“ที่นายพูดมาก็ถูก” ฟาริสยอมยกธงขาว
เรสันถอนหายใจ ยกมือขึ้นมาขีดเป็นรูปไม้กางเขนกลางอากาศพร้อมกับพูดคำว่า ‘อาเมน’ ทำให้ฟาริสถึงกับตกตะลึง
“นี่นายนับถือพระเจ้าด้วยรึ ฉันไม่ยักรู้ว่านายนับถือพระเจ้าด้วย”
“เราทำให้เขาต่างหาก” เรสันตอบ ฟาริสจึงยิ่งรู้สึกทึ่งกับมารยาทการให้เกียรติคนตายของเรสัน
“แต่เขาสะสมงูไม่ใช่เหรอ บริกรคนนั้นก็บอกว่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเขาเป็นรูปงูนี่นา” ฟาริสแย้ง
“นั่นเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลภรรยาของเขาต่างหาก ผู้ชายที่น่าสงสาร…เพื่อคนรักแล้วถึงกับแสร้งทำเป็นไม่เชื่อพระเจ้าตลอดเวลา” เรสันอธิบายพลางลุกออกจากห้องนั้น
ฟาริสเดินออกจากห้องน้ำตามเรสันไป แต่เมื่อเขาเหลียวกลับมามองเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็พบกับภาพที่น่าตกตะลึง
เลือดสีแดงกำลังไหลมารวมกันเป็นวงกลม ไม่เว้นแม้แต่เลือดที่เปื้อนรองเท้าของเรสัน มันกำลังไหลมารวมกันเป็นภาพบางอย่าง ฟาริสรีบสะกิดเรสันให้หันมามอง ของเหลวสีแดงพวกนั้นกำลังเคลื่อนที่อย่างเป็นระเบียบบนกระเบื้องสีฟ้าอ่อน หากไม่ใช่ว่าเพิ่งประสบเหตุฆาตกรรมละก็ สิ่งนี้อาจจัดว่าเป็นภาพที่งดงามภาพหนึ่งก็ว่าได้
ในที่สุดมันก็รวมกันเป็นภาพด้านข้างของหญิงสาวคนหนึ่ง แขนข้างหนึ่งยื่นออกมาในมือประคองสิ่งมีชีวิตบางอย่าง นั่นคือใบหน้าที่กำลังถูกกลืนกินด้วยท่าทางทุรนทุราย
……………………
Comments(36)